Site Research คืออะไร? คู่มือการเก็บข้อมูลพื้นที่ก่อนเริ่มออกแบบสถาปัตยกรรม
Site Research คือกระบวนการศึกษาข้อมูลของพื้นที่โครงการและบริบทโดยรอบ ก่อนที่สถาปนิกจะเริ่มพัฒนาแนวคิดการออกแบบอย่างจริงจัง
การออกแบบที่ดีไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เราจะออกแบบอาคารหน้าตาอย่างไร?” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า
“สถานที่แห่งนี้มีอะไรอยู่แล้ว และเราควรออกแบบให้ตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร?”
Site Research จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในช่วง Pre-Design เพราะช่วยให้สถาปนิกเข้าใจทั้งข้อจำกัด โอกาส ผู้ใช้งาน สภาพแวดล้อม กฎหมาย และลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นไปสู่ Site Analysis, Design Strategy และ Concept Design
สิ่งสำคัญคือ Site Research ไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูล แต่คือการสร้าง Context ของโครงการ เพื่อให้การตัดสินใจออกแบบในขั้นตอนต่อไปมีข้อมูลรองรับ
Site Research ต่างจาก Site Analysis อย่างไร?
สองคำนี้มักถูกใช้แทนกัน แต่ในกระบวนการออกแบบควรแยกหน้าที่ออกจากกัน
Site Research
เน้น การค้นหาและรวบรวมข้อมูล
ตัวอย่างเช่น
- ที่ตั้งอยู่ที่ไหน
- ถนนรอบพื้นที่เป็นอย่างไร
- อาคารข้างเคียงมีอะไรบ้าง
- มีกฎหมายอะไรควบคุม
- สภาพภูมิอากาศเป็นอย่างไร
- มีระบบขนส่งอะไรอยู่ใกล้เคียง
Site Analysis
นำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อหา
- Constraints
- Opportunities
- Problems
- Potentials
- Design Implications
พูดง่าย ๆ คือ
Site Research = รู้ว่า “มีอะไร”
Site Analysis = เข้าใจว่า “สิ่งนั้นมีผลต่อการออกแบบอย่างไร”
ดังนั้น Site Research จึงเป็นฐานข้อมูลสำคัญก่อนเข้าสู่ Site Analysis
1. Site Location
Site Location คือการระบุตำแหน่งและขอบเขตของพื้นที่โครงการอย่างชัดเจน
ข้อมูลพื้นฐานที่ควรรวบรวม ได้แก่
- ประเทศ
- จังหวัด / เมือง
- เขต / อำเภอ
- ถนน
- ตำแหน่งที่ตั้ง
- พิกัด
- ขนาดพื้นที่
- รูปร่างแปลงที่ดิน
- ขอบเขตที่ดิน
- ระดับความสูงโดยประมาณ
ควรศึกษาตั้งแต่ระดับ Macro → Micro
เช่น
ประเทศ → เมือง → เขต → ย่าน → ถนน → แปลงที่ดิน
การมองหลายระดับช่วยให้เห็นว่าพื้นที่ไม่ได้เป็นพื้นที่โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเมืองและบริบทที่ใหญ่กว่า
สิ่งที่ควรได้
- Location Map
- Site Plan
- Satellite Image
- Site Boundary
- Context Map
2. Site Context
Site Context คือข้อมูลโดยรวมที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่โครงการกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
ควรศึกษาว่า
- รอบพื้นที่มีอะไร
- ถนนอยู่ด้านไหน
- อาคารสำคัญอยู่ตรงไหน
- พื้นที่เปิดโล่งอยู่บริเวณใด
- มีแหล่งน้ำหรือพื้นที่สีเขียวหรือไม่
- กิจกรรมสำคัญเกิดขึ้นบริเวณใด
Site Context ช่วยให้สถาปนิกมองพื้นที่ในฐานะ ส่วนหนึ่งของระบบ แทนที่จะมองเฉพาะขอบเขตที่ดิน
3. Surrounding Buildings
ศึกษาลักษณะของอาคารที่อยู่รอบโครงการ
ประเด็นที่ควรสำรวจ ได้แก่
- ประเภทอาคาร
- จำนวนชั้น
- ความสูง
- อายุอาคาร
- รูปแบบอาคาร
- วัสดุ
- สี
- ระยะ Setback
- ทางเข้าออก
- ความหนาแน่น
- การใช้งาน
ตัวอย่างเช่น พื้นที่รอบโครงการอาจมี
อาคารพาณิชย์ 3–4 ชั้นด้านหนึ่ง และบ้านพักอาศัย 2 ชั้นอีกด้านหนึ่ง
ข้อมูลนี้อาจส่งผลต่อการกำหนด Building Scale, Massing และ Privacy ของโครงการ
4. Urban Context
Urban Context คือการศึกษาพื้นที่ในระดับเมือง
ควรพิจารณา
- โครงสร้างเมือง
- ถนนสายหลัก
- ถนนรอง
- ศูนย์กลางเมือง
- Commercial Area
- Residential Area
- Public Space
- Green Space
- Transit
- Landmark
- Urban Development
คำถามสำคัญคือ
โครงการนี้อยู่ตรงไหนของระบบเมือง?
และ
อาคารใหม่จะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับโครงสร้างเมืองเดิม?
5. Neighborhood Analysis
ศึกษาลักษณะของ ย่าน ที่โครงการตั้งอยู่
ข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น
- กลุ่มผู้ใช้งาน
- ประเภทที่อยู่อาศัย
- ธุรกิจ
- ร้านค้า
- โรงเรียน
- โรงพยาบาล
- ศาสนสถาน
- ตลาด
- สถานที่ราชการ
- พื้นที่สาธารณะ
- ช่วงเวลาที่มีคนหนาแน่น
Neighborhood Analysis ช่วยให้เข้าใจ ชีวิตจริงของพื้นที่ มากกว่าการดูเพียงแผนที่
6. Transportation
ศึกษาระบบการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่
เช่น
- รถยนต์
- รถจักรยานยนต์
- รถโดยสาร
- รถไฟฟ้า
- รถไฟ
- เรือ
- จักรยาน
- การเดินเท้า
ควรดูทั้ง ระดับการเข้าถึง และ รูปแบบการเดินทาง
ตัวอย่างคำถาม:
- สถานีขนส่งอยู่ห่างเท่าไร?
- ถนนสายหลักอยู่ตรงไหน?
- รถสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้จากด้านใด?
- มี Traffic สูงหรือไม่?
7. Accessibility
Accessibility ไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าถึงของรถยนต์ แต่รวมถึงการเข้าถึงของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม
ควรศึกษาการเข้าถึงของ
- Pedestrian
- Car
- Motorcycle
- Bicycle
- Public Transport
- Service Vehicle
- Emergency Vehicle
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ใช้รถเข็น
- ผู้พิการ
ประเด็นนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับการวาง
Entrance → Circulation → Parking → Service Access
8. Existing Infrastructure
ศึกษาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่
เช่น
- ไฟฟ้า
- ประปา
- โทรคมนาคม
- ระบบระบายน้ำ
- ท่อระบายน้ำ
- Sewer
- ถนน
- Street Lighting
- Fire Hydrant
- ระบบสื่อสาร
ข้อมูลเหล่านี้อาจมีผลต่อทั้ง Site Planning และ Construction Cost
โดยเฉพาะโครงการที่มีพื้นที่พัฒนาเดิมหรืออยู่ในพื้นที่เมืองเก่า
9. Existing Buildings
หากในพื้นที่มีอาคารเดิม ต้องสำรวจอย่างละเอียด
เช่น
- ตำแหน่งอาคาร
- ขนาด
- ความสูง
- โครงสร้าง
- วัสดุ
- สภาพอาคาร
- ทางเข้า
- ระบบอาคาร
- การใช้งาน
- คุณค่าทางสถาปัตยกรรม
จากนั้นจึงพิจารณาว่าอาคารเดิมควร
Keep → Modify → Extend → Reuse → Remove
ข้อมูลนี้สำคัญมากในงาน Renovation และ Adaptive Reuse
10. Existing Landscape
ศึกษาภูมิทัศน์เดิมของพื้นที่
เช่น
- ต้นไม้
- พุ่มไม้
- สนามหญ้า
- พื้นที่สีเขียว
- แหล่งน้ำ
- ทางเดิน
- Hardscape
- Existing Garden
- Natural Features
ควรบันทึกตำแหน่งและขนาดของต้นไม้สำคัญ โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “สิ่งกีดขวาง”
ต้นไม้เดิมอาจกลายเป็น Design Asset ของโครงการได้
11. Climate
ศึกษาสภาพภูมิอากาศของพื้นที่
ข้อมูลที่ควรพิจารณา เช่น
- อุณหภูมิ
- ความชื้น
- ปริมาณฝน
- ฤดูกาล
- แสงแดด
- ลม
- เมฆ
- Extreme Weather
สำหรับงานสถาปัตยกรรม Climate Research ช่วยให้เข้าใจว่าอาคารควรตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร
เช่น
ลดความร้อน → เพิ่ม Shading
ฝนมาก → พิจารณาการระบายน้ำ
ลมดี → ใช้ประโยชน์จาก Natural Ventilation
12. Sun Path
ศึกษาทิศทางและตำแหน่งของดวงอาทิตย์ตลอดทั้งวันและทั้งปี
ควรดู
- ทิศเหนือ
- ทิศใต้
- ทิศตะวันออก
- ทิศตะวันตก
- Morning Sun
- Afternoon Sun
- Solar Exposure
- Seasonal Variation
โดยเฉพาะในประเทศไทย แดดช่วงบ่ายจากทิศตะวันตก มักเป็นประเด็นสำคัญต่อการออกแบบอาคาร
ข้อมูล Sun Path สามารถนำไปใช้ต่อกับ
- Building Orientation
- Massing
- Window
- Shading
- Facade
- Landscape
13. Wind
ศึกษาทิศทางและรูปแบบลมในพื้นที่
ข้อมูลที่ควรพิจารณา
- Prevailing Wind
- Wind Direction
- Wind Speed
- Seasonal Wind
- Natural Ventilation
- Urban Wind
สำหรับอาคารที่ต้องการใช้ Passive Design ข้อมูลลมสามารถส่งผลต่อ
- Orientation
- Opening
- Courtyard
- Building Spacing
- Massing
ในโครงการขนาดใหญ่ อาจต่อยอดไปสู่ Computational Fluid Dynamics (CFD) หรือ Wind Simulation ได้
14. Noise
ศึกษาระดับและแหล่งกำเนิดเสียงรอบพื้นที่
เช่น
- ถนน
- รถไฟ
- สนามบิน
- โรงงาน
- ร้านค้า
- สถานบันเทิง
- โรงเรียน
- กิจกรรมชุมชน
ควรบันทึกทั้ง
Source → Direction → Intensity → Time
เพราะเสียงที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวันอาจแตกต่างจากกลางคืน
ผลการศึกษาอาจนำไปสู่
- Buffer Zone
- Building Orientation
- Acoustic Treatment
- Landscape Buffer
- Room Planning
15. Views
ศึกษาทั้ง สิ่งที่มองเห็นจาก Site และ สิ่งที่คนภายนอกมองเห็นมายัง Site
ควรแบ่งเป็น
Positive Views
เช่น
- ภูเขา
- แม่น้ำ
- เมือง
- สวน
- Landmark
Negative Views
เช่น
- อาคารเก่า
- กำแพง
- ที่จอดรถ
- โรงงาน
- ถนนที่มีความแออัด
จากนั้นจึงพิจารณาว่า
ควรเปิด / ปิด / Frame / Filter View อย่างไร
16. Surrounding Activities
ศึกษากิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบพื้นที่
ไม่ใช่แค่ “มีอะไรอยู่ตรงไหน” แต่ต้องดูว่า
“ผู้คนทำอะไร ที่ไหน และเมื่อไร?”
เช่น
- Morning Market
- Street Food
- School Activities
- Night Market
- Office Traffic
- Weekend Activities
- Religious Activities
- Community Events
การศึกษาเรื่อง Time + Activity จะช่วยให้เข้าใจ Behavior ของพื้นที่
17. Local Character
แต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน
Local Character อาจเกิดจาก
- Architecture
- Material
- Color
- Scale
- Street Pattern
- Landscape
- Culture
- Lifestyle
- Signage
- Local Craft
- Building Typology
คำถามสำคัญคือ
อะไรคือสิ่งที่ทำให้พื้นที่นี้ “เป็นพื้นที่นี้” และไม่ใช่พื้นที่อื่น?
ข้อมูลนี้สามารถนำไปสู่การสร้าง Architectural Language ที่มีความสัมพันธ์กับบริบท
18. Historical Context
ศึกษาประวัติความเป็นมาของพื้นที่
เช่น
- ประวัติชุมชน
- การเปลี่ยนแปลงของเมือง
- อาคารประวัติศาสตร์
- Heritage
- วัฒนธรรม
- เหตุการณ์สำคัญ
- การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
Historical Context มีความสำคัญมากในพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
เพราะการออกแบบใหม่อาจไม่ได้มีหน้าที่เพียง “สร้างอาคารใหม่” แต่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์กับ Memory และ Identity ของพื้นที่
19. Regulations
ศึกษากฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
ตัวอย่างเช่น
- Building Control
- Fire Safety
- Accessibility
- Environmental Regulations
- Local Regulations
- Heritage Regulations
- Land Use
- Building Setback
- Height Restriction
- Parking Requirement
ข้อมูลด้าน Regulations ควรใช้จาก แหล่งข้อมูลทางการและฉบับปัจจุบัน และควรตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้เป็นข้อกำหนดในการออกแบบจริง
AI สามารถช่วยค้นหา สรุป และจัดหมวดหมู่กฎหมายได้ แต่ไม่ควรถือว่า AI เป็นแหล่งยืนยันข้อกฎหมายขั้นสุดท้าย
20. Planning Controls
Planning Controls เป็นข้อกำหนดที่ควบคุมว่า พื้นที่สามารถพัฒนาอย่างไรได้บ้าง
ตัวอย่างเช่น
- Land Use
- FAR
- OSR
- Site Coverage
- Building Height
- Setback
- Building Line
- Open Space
- Parking
- Access
- Density
ข้อมูลเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจาก “กฎหมาย” ให้กลายเป็น Design Constraints
ตัวอย่าง:
FAR = 8.0
Site Area = 2,000 m²
จึงสามารถนำไปคำนวณศักยภาพพื้นที่อาคารเบื้องต้น และนำไปศึกษาต่อในขั้น Feasibility และ Massing
Site Research → Design
สิ่งสำคัญที่สุดของ Site Research ไม่ใช่การรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด
แต่คือการนำข้อมูลเหล่านั้นไปสู่การตัดสินใจออกแบบ
ตัวอย่าง:
SITE RESEARCH
↓
Site Location
Site Context
Climate
Sun
Wind
Noise
Views
Activities
Regulations
↓
SITE ANALYSIS
↓
Constraints
Opportunities
↓
DESIGN IMPLICATIONS
↓
DESIGN STRATEGY
↓
CONCEPT DESIGN
ตัวอย่างเช่น
Research
ทิศตะวันตกได้รับแดดช่วงบ่ายมาก
↓
Analysis
พื้นที่ด้านตะวันตกมี Solar Exposure สูง
↓
Design Implication
ลดพื้นที่เปิดช่องรับแสงโดยตรงและเพิ่ม Solar Shading
↓
Design Strategy
ใช้ Service Zone เป็น Buffer ด้านตะวันตก
↓
Design
วาง Core / Service Spaces ทางทิศตะวันตก และเปิดพื้นที่ใช้งานหลักไปยังทิศที่เหมาะสมกว่า
นี่คือจุดที่ Site Research กลายเป็น Architecture
Site Research กับ AI
AI สามารถเข้ามาช่วยในหลายขั้นตอนของ Site Research โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การค้นหา รวบรวม เปรียบเทียบ และสรุปข้อมูลจำนวนมาก
AI สามารถช่วยได้ใน
Research
- ค้นหาข้อมูล
- สรุปข้อมูล
- วิเคราะห์เอกสาร
- จัดหมวดหมู่ข้อมูล
Visual Analysis
- วิเคราะห์ภาพ Site
- วิเคราะห์อาคารโดยรอบ
- วิเคราะห์ Landscape
- วิเคราะห์ Urban Context
Data Processing
- จัดข้อมูล
- เปรียบเทียบข้อมูล
- สร้างตาราง
- สรุปประเด็น
Communication
- สร้าง Diagram
- สร้าง Report
- สร้าง Presentation
- สร้าง Site Research Summary
แต่ควรจำหลักสำคัญว่า
AI ช่วยค้นหาและประมวลผลข้อมูล แต่สถาปนิกต้องตรวจสอบความถูกต้องและตีความข้อมูลก่อนนำไปใช้ในการออกแบบ
โดยเฉพาะข้อมูลด้าน กฎหมาย, ผังเมือง, ขนาดพื้นที่, พิกัด และข้อมูลทางวิศวกรรม
ลองทำ: Site Context Diagram ด้วย AI
ตัวอย่างนี้ใช้ AI เปลี่ยนภาพดาวเทียมของที่ตั้งให้เป็น Site Context Diagram ภาพเดียวที่สรุปข้อมูลหลายหัวข้อในบทความนี้ ได้แก่ Site Location, Site Context, Surrounding Buildings, Accessibility, Sun Path และ Wind
ขั้นที่ 1: เตรียมภาพ
- จับภาพหน้าจอแผนที่ดาวเทียมของที่ตั้ง โดยให้ทิศเหนืออยู่ด้านบนของภาพ
- ลากเส้นขอบเขตที่ดินเป็นสีแดง
- เตรียมข้อมูลทิศลมประจำของพื้นที่ และสถานที่สำคัญใกล้เคียง 2–3 แห่ง
ขั้นที่ 2: อัปโหลดภาพแล้วใช้ Prompt นี้
You are an architect preparing a Site Research board for the Pre-Design phase.
Use the attached satellite image as the base. The project site is the area outlined in red. North is at the top of the image.
Create a clean architectural site context diagram on top of this image:
1. Keep the base image visible but desaturated (light grey). Keep the red site boundary bold.
2. Show the surrounding roads by hierarchy: main road (thick line), secondary road (medium line), small lane (thin line).
3. Color-code the surrounding buildings by use: residential (yellow), commercial (orange), public/institutional (blue), green/open space (green), water (light blue).
4. Mark vehicle access and pedestrian access to the site with arrows.
5. Add a north arrow, a simple sun path arc from east to west, and an arrow for the prevailing wind from the [SOUTHWEST].
6. Label these nearby landmarks: [LANDMARK 1], [LANDMARK 2], [LANDMARK 3].
7. Add a small legend in one corner.
Style: flat architectural diagram, thin and precise linework, limited color palette, short English labels that are easy to read.
Do not add or invent buildings that are not in the original image.
เปลี่ยนข้อความในวงเล็บเหลี่ยมให้ตรงกับที่ตั้งจริง เช่น ทิศลมประจำ (พื้นที่ภาคกลางส่วนใหญ่ใช้ลมตะวันตกเฉียงใต้) และชื่อสถานที่สำคัญ เช่น สถานีรถไฟฟ้า โรงเรียน หรือสวนสาธารณะ
ขั้นที่ 3: ตรวจผลลัพธ์ก่อนใช้งาน
AI อาจวางทิศแดด ทิศลม ทางเข้า หรือประเภทอาคารรอบข้างผิดได้ ให้ใช้ภาพนี้เป็นภาพร่างเพื่อสื่อสารแนวคิด และตรวจกับข้อมูลจริงจากการสำรวจหน้างานทุกครั้งก่อนนำไปใช้ต่อใน Site Analysis
ตัวอย่างผลลัพธ์


ข้อสังเกต: AI วาด Sun Path โค้งไปทางทิศเหนือ ซึ่งไม่ถูกต้องสำหรับประเทศไทย เพราะดวงอาทิตย์จะอ้อมทางทิศใต้เกือบทั้งปี และ scale bar ในภาพเป็นสิ่งที่ AI สร้างขึ้นเอง ต้องตรวจกับขนาดจริงก่อนใช้งาน นี่คือเหตุผลที่ต้องตรวจผลลัพธ์ทุกครั้งตามขั้นที่ 3
Site Research Checklist
ก่อนจบขั้นตอน Site Research ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่าเรามีข้อมูลเหล่านี้หรือไม่
- Site Location
- Site Boundary
- Site Context
- Surrounding Buildings
- Urban Context
- Neighborhood
- Transportation
- Accessibility
- Infrastructure
- Existing Buildings
- Existing Landscape
- Climate
- Sun Path
- Wind
- Noise
- Views
- Surrounding Activities
- Local Character
- Historical Context
- Regulations
- Planning Controls
แต่ Checklist ที่ดีไม่ควรจบเพียงคำว่า “มีข้อมูลแล้ว”
ควรมีคำถามต่อว่า
ข้อมูลนี้มีผลต่อการออกแบบอย่างไร?
สรุป
Site Research คือจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจสถานที่ก่อนเริ่มออกแบบ
การศึกษาที่ดีควรครอบคลุมทั้ง
Physical Context + Environmental Context + Social Context + Cultural Context + Regulatory Context
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยน
Data → Information → Analysis → Design Insight → Design Decision
ดังนั้น Site Research ที่ดีจึงไม่ใช่การทำ Site Analysis Board ที่เต็มไปด้วยข้อมูล แต่คือการค้นหาว่า
“สถานที่แห่งนี้กำลังบอกอะไรเราก่อนที่เราจะออกแบบ?”
เมื่อเข้าใจคำตอบของคำถามนี้แล้ว จึงค่อยนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปคือ Site Analysis และ Design Strategy ซึ่งเป็นจุดที่ข้อมูลจาก Site Research เริ่มเปลี่ยนเป็นแนวทางการออกแบบอย่างเป็นรูปธรรม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Site Research กับ Site Analysis ต่างกันอย่างไร?
Site Research คือการรวบรวมข้อมูลว่าพื้นที่มีอะไรบ้าง เช่น ถนน อาคารข้างเคียง กฎหมาย และภูมิอากาศ ส่วน Site Analysis คือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์หาข้อจำกัด โอกาส และผลต่อการออกแบบ
AI ช่วยงาน Site Research ได้แค่ไหน?
AI ช่วยสรุปข้อมูลบริบท ร่างรายการสิ่งที่ต้องสำรวจ และทำ Site Context Diagram จากภาพดาวเทียมได้รวดเร็ว แต่ข้อมูลกฎหมาย ระยะร่น และผังเมือง ต้องตรวจจากเอกสารทางการทุกครั้ง
ต้องเตรียมอะไรก่อนใช้ AI ทำ Site Research?
ภาพดาวเทียมหรือแผนที่ที่ระบุขอบเขตที่ดินและทิศเหนือ ขนาดแปลง ภาพถ่ายหน้างาน และข้อมูลโครงการเบื้องต้นจาก Client Brief
ภาพ Site Context Diagram จาก AI ใช้นำเสนอลูกค้าได้เลยไหม?
ใช้เป็นภาพร่างเพื่อสื่อสารแนวคิดได้ แต่ควรตรวจทิศแดด ทิศลม ทางเข้า และประเภทอาคารรอบข้างกับข้อมูลจริงก่อนนำเสนอ
ทำ Site Research เสร็จแล้วต้องทำอะไรต่อ?
นำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในขั้น Site Analysis เพื่อหาข้อจำกัดและโอกาสของพื้นที่ ก่อนเข้าสู่การกำหนด Design Strategy